Nuzarra's profileLa Vie en Noir ~ My Goth...PhotosBlogLists Tools Help

Nuzarra

Occupation
Location
Photo 1 of 3

La Vie en Noir ~ My Gothic Sanctuary...

Drown into my own world
November 15

...YOSHIKI+Saw...

ขอประกาศก่อนที่ใครจะอ่าน... ไอ้ที่เรากำลังจะวิพากษ์วิจารณ์Yoshikiดังต่อไปนี้ เป็นการบ่นด้วยความรัก... ใครที่มาด่าแรงกว่าเรา เราแอบหวง และถึงเราจะบ่นยังไง เราก็ยังซื้อซีดีป๋าโยอยู่ดี...
 
 
 
 
 
 
 
Yoshiki+Saw
 
เรื่องมันเริ่มมาจากว่า... Violet UK วงใหม่ของป๋าโย ออก official release ครั้งแรกในที่สุดในปี 2007 หลังจากเป็นโปรเจ็คหลายล้านปี ตั้งแต่ก่อน X japan ยุบ... (ก็ประมาณ 10 ปีได้)
 
ก็รู้สึกว่าควรจะดีใจ... แต่ว่า... โยก็ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะดีใจดีไหม เพราะว่าออกเป็น Soundtrack ของหนังเรื่อง the Catacomb ของ Producer SawII อืมมม ก็ออกแนวแบบว่า อึ้งเล็กน้อยตอนได้ยิน... ประมาณว่าถึงจะชอบทั้งโยและSaw แต่ไม่ได้แปลว่าจะอยากให้มาอยู่ด้วยกัน (สถานการณ์นี้ ก็อารมณ์เดียวกับ S.K.I.N. ถึงจะชอบทั้งโย Sugizo และ Gackt... แต่ก็ไม่ได้อยากเห็นพร้อมกันสามคน...)
เมื่อได้ฟังเพลง... Blue Butterfly ก็แบบว่า งืมมมม เนื้อเพลงก็โอเค "God on your left, the devil on your right and the sweetness of lovesong in the back of your head" แต่ที่ติดใจก็คือตรงกลางเพลง มีเสียงวี้ๆๆๆ... แบบว่าฟังแล้วงงๆ อารมณ์ว่าป๋าโยหันมาทำเพลงแนว techno เข้าหรืออย่างไรไม่ทราบ...
อืมม... บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร...ยังไงมันก็โย สุดท้ายก็ต้องซื้ออยู่ดี...
 
แถมแอบสงสัย... โยมีอะไรกับคำว่า Blue รึเปล่า??? มีทั้ง Blue Butterfly, Screaming Blue, Blue and Blind แล้วก็ Blue Blood อีกต่างหาก...
 
 
ก็ไม่ได้ว่าอะไร... ก็แค่ขำๆไป... คิดว่าคงไม่มีอะไรมากกว่านี้... แต่เราคิดผิด
 
หนึ่งเดือนผ่านไป คราวนี้ได้ยินข่าวใหม่... X Japan กลับมารวมวง ทำเพลง IV...
ได้ยินชื่อเพลงก็งงๆ แบบว่า IV หมายถึงสมาชิกที่ตอนนี้มี 4 คนเรอะ???
 
เหอๆๆ ไม่รู้หรอกนะว่ามันตั้งเพราะอะไร แต่ว่ามันเป็น ending theme ของ SAW IV ....
กรี๊ดดดดดดดด
 
 
ไม่ได้กรี๊ดเพราะดีใจ... แต่ว่ากรี๊ดเพราะปลง... ป๋าโย ป๋าโยเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น??? ไปมีความสัมพันธ์อะไรกับหนังเรื่อง Saw คะ??? คิดยังไงเนี่ย???
 
แล้วพอฟังเพลง... อืมมม ยอมรับว่ามันไม่ชัด และมันไม่ได้ไม่เพราะ แต่ว่านะ มันเป็นแนว Techno อีกแล้วค่ะ... เราอุตส่าห์คิดว่าแค่ Violet UK กับ S.K.I.N. มันจะ techno พอแล้ว... แต่ว่าไม่ค่ะ โยเอามาทำต่อใน X japan... ซึ่งแบบว่า... คือ ฟังแล้วแนวเดียวกับ Dir En Grey (ซึ่งดู theme ของวงจะเข้ากับ Saw มากกว่าซะอีก) ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่เสียดายเสียง Toshi คือเสียงดีมากอยู่แล้ว แต่ว่ามันใช้เทคโนโลยีจนใช้คุณภาพเสียงไม่คุ้มค่าอ่ะ... ไปหาฟังเองได้ใน youtube 
 
นอกจากนี้ป๋าโยใจร้ายอีกแล้ว... เพลง I.V. เนี่ย... เป็น ending theme ก็จริง แต่ว่าไม่มีในอัลบั้ม Soundtrack ของ SawIV คาดว่าเป็นเพราะความงกของป๋าโยที่เห็นบอกว่าจะออกเป็น Single หรือไม่ก็อยู่ในอัลบั้มใหม่ (ที่ไม่รู้ว่าจะออกเมื่อไหร่... เมื่อคิดตามสถิติการดองของป๋าโยแล้ว... คาดว่าอาจต้องรอจนลืม)
 
 
 
 
สรุปแล้ว ไม่รู้จะว่ายังไงดี ดีใจที่โยออกงานใหม่สักที... หลังจากรอมานาน น้าน นาน นานจนเลิกคิดที่จะรอ... แบบว่าจะออกตอนไหนค่อยว่ากัน แต่ว่าไอ้ที่ออกมา ก็แบบว่าทีละเพลงสองเพลง ไม่มีขาย หาโหลดแบบชัดๆก็ไม่ได้เหอะ ของ S.K.I.N. กับ I.V. เนี่ย... แถมยังออกแนวเหวอๆอีก
 
คือถึงจะชอบทั้งโยทั้งSaw แต่ก็ไม่ได้อยากให้มารวมกันนี่นา เหมือนบอกว่าชอบกินไอติมกับซูชิ ก็ไม่ได้แปลว่าอยากกินซูชิหน้าไอติมนะ...
 
T^T
 
 
เฮ้อ~ สุดท้ายก็ได้แต่ปลง เพราะเป็นโย... บ่นไปสุดท้ายก็ซื้ออยู่ดี เอาเหอะ ขอให้ออกอัลบั้มมาสักทีแล้วกัน จะ Violet UK, S.K.I.N. หรือจะ X Japan ก็ได้... ปลง
 
 
 
สุดท้ายขอบ่นอีกอย่าง... ปีนี้มันเทศกาล re-band กันหรืออย่างไร??? Luna Sea จะจัดคอนเสิร์ตตอนสิ้นปี มาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย หลังจากแยกกันไปตั้งแต่ปี 99 ดันมาจัดปีนี้แบบไม่บอกก่อน ไม่มีเงินไปดูอ่ะ.... T^T
Ken Lloyd ก็กลับไปทำ Oblivion Dust (อันนี้ก็หายเงียบไปเลยเหมือนกัน Oblivion จริงๆ)
X Japan ก็กลับมารวมวง หลังจาก Toshi หนีไปเข้าลัทธิมาหลายปี... ไหนก่อนหน้านี้ โยขอให้มาร้อง Without You บอกว่าไม่ยอมมาอ่ะ???
 
 
แต่เหอะนะ ทำไมทุกวงกลับมารวมกันยกเว้น Malice Mizer อ่ะ... ทั้งๆที่เป็นวงที่ชอบที่สุดแท้ๆ... Mana-Sama มัวแต่ทำอะไรอยู่??? Moi Dix Mois ก็ไม่ออกเพลงใหม่มาเป็นชาติแล้ว... สงสับท่านหญิงมาน่าจะหันไปทำร้านเสื้อ Moi Meme Moitie อย่างเต็มตัว... ไม่ออกอะไรเลย ยกเว้นถ่ายแฟชั่นลง Gothic&Lolita Bible (ที่ดูหล่อขึ้นทุกทีๆ ไม่ได้สวยแล้ว...) งื้ดๆๆ
อยากฟังอะไรแนวนั้นอ่ะ... เวลาอารมณ์บุ่ยๆวีนๆหรือเศร้าๆ ฟังแล้วใจเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนแรกนึกว่าฟังแล้วจะซึมเศร้าหนักกว่าเดิม แต่เปล่าค่ะ ฟังแล้วอารมณ์ดี๊ดี...
 
 
ถ้าใครรู้จักวงไหนที่แนวเดียวกับ Malice Mizer บอกเค้าด้วยนะๆๆๆๆ
 
 
 
 
สุดท้ายจริงๆแล้ว.. ก็ Happy Birthday to Yoshiki ล่วงหน้า... เพราะว่ากว่าจะถึงวันที่ 20 เราก็อาจจะลืมไปแล้ว... อืมม ป๋าจะ 42 แล้วสินะ... รักษาสุขภาพและหุ่นด้วยนะคะ... กลับไปตีกลองให้ X เนี่ย... ระวังกระดูกคอด้วยนะ...
 
October 15

Kamisama Mou Sukoshi Dake

ไม่ได้อัพนานมากๆๆๆๆๆ....

อยู่ๆก็รู้สึกอยากอัพขึ้นมา หลังจากดู Series เรื่องหนึ่งไป...

เรื่องนั้นก็คือ

 

Kamisama Mou Sukoshi Dake หรือ Precious Time นั่นเอง....

 

 

 

เรื่องนี้อยากดูมานานมากๆๆๆๆๆๆๆ เพราะว่าเพลงประกอบคือ I for you ของ Luna Sea

ที่ประทับใจเนื้อร้องท่อนหนึ่งที่ประมาณว่า ...มันคงจะน่าเศร้าเกินไป หากเราสองคนพบกันเพื่อเจ็บปวด... แอบสงสัยว่า Series ที่ใช้เพลงนี้แระกอบจะเป็นอย่างไร

 

แต่ว่าหาเท่าไหร่ก็หาไม่ได้สักที

จนได้คุยกับเณี้ยบ แล้วถึงรู้ว่าไอ้ที่หาไม่เจอ เพราะ Search ว่า Precious Time... ไม่ใช่ Kamisama Mou Sukoshi Dake พอหายโง่แล้วถึงได้ดูสักที...

 

ข้างล่างนี้อาจจะ Spoil ไปสักหน่อย... แต่ก็ไม่ทั้งหมดละกันนะ

 

Kamisama Mou Sukoshi Dake ชื่อเรื่องก็แปลคร่าวๆว่า "พระเจ้า ขอเวลาฉันอีกนิด"

เป็นเรื่อง Drama มากกว่า Romance ในความคิดของเรา (สังเกตุจากปริมาณน้ำตาทีเสียไปในสามวันที่ดูจนจบ... อารมณ์ว่าตาบวม ปวดหัวจนโดดเรียนไปหนึ่งวัน)

 

 Takeshi Kaneshiro holding and run with Kyoko Fukada in God_ Please Give Me More Time

 

 

Plot

 

Kano Masaki (Kyoko Fukada) นักเรียนม.ปลายที่ทำตั๋วคอนเสิร์ตที่มี Ishikawa Keigo (Takeshi Kaneshiro)เป็นโปรดิวเซอร์หายหนึ่งวันก่อนคอนเสิร์ต ทำให้พยายามหาเงินมาซื้อตั๋วผีโดยตั้งใจว่าจะแค่เป็นเพื่อนเที่ยวเฉยๆ แต่ไปๆมาๆกลับกลายเป็นว่าเธอขายตัวจนได้

แต่เพราะว่าอย่างนี้ Masaki เลยได้ไปคอนเสิร์ตและได้เจอกับ Keigo ก่อนที่ Keigo จะไปทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ

สามเดือนผ่านไป...

เมื่อ Keigo กลับมา ก็นัด Masaki ออกมาเจอ ส่วน Masaki ก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองติด HIV

 

อืมมม ที่เหลือก็เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของสองคนนี้อ่ะนะ

 

 

 

Character

 

Kano Masaki เป็นตัววละครที่มีบุคลิคน่าสนใจมากๆ เหมือนจะอ่อนแอ อยากจะพึ่ง Keigo ตลอดเวลา แต่ว่ากลับเข้มแข็งมากๆในเรื่องของการใช้ชีวิต อาจจะเพราะว่ารู้ว่าเวลาของตัวเองสั้นกว่าคนอื่น Masaki เลยเป็นคนที่พยายามหาจุดมุ่งหมาย ความฝันในชีวิตให้เจอแล้วทำตามให้ได้... ปกติก็ไม่ได้ชอง Kyoko Fukada สักเท่าไหร่ แต่พอดูเรื่องนี้แล้วเปลี่ยนใจ แสดงได้ดีสมบทบาทมากๆเลยทีเดียว

 

Ishikawa Keigo เป็นตัวละครที่แสดงออกถึงความเย็นชาและความอ่อนโยนพร้อมกันได้ เหมือนกับความเข้มแข็งที่ปกปิดความอ่อนแอเอาไว้ เพราะว่าคนรักเก่าเคยตายไป ก็เลยไม่ต้องการจะรัก Masaki เพราะไม่อยากเสียใจอีกแล้ว แต่ว่าในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถจะไม่รักได้ ส่วนหนึ่งของเรื่อง Keigo ออกแนวพยายามที่จะกันไม่ให้ความรู้สึกของตัวเองพัฒนามากไปกว่านี้ แต่พอมาถึงจุดที่ยังไงก็รัก และรักมากด้วย Keigo ก็ปรับตัวกลายเป็นคนที่เป็นกำลังใจให้ Masaki ได้ดีมากๆ พยายามใส่ใจความรู้สึกของ Masaki ไม่ใช่แค่สุขภาพ...

 

KAORU นางอิจฉาเรื่องนี้ เป็นนักร้องที่ Keigo โปรดิวซ์ให้ และเป็นน้องสาวของคนรักเก่าที่ตายไป อืมมม น่าถีบมากๆๆๆๆๆ เจ้าเล่ห์ หลอกลวง ตอแหล โหดร้ายยยยยย อ๊ากกกกกก เกลียดๆๆๆๆๆ อืมมม แต่ยังไงก็ต้องยอมรับว่านางร้ายเรื่องนี้ไม่เหมือนเรื่องอื่น คือถึงเธอจะหลงรักพระเอก แต่เธอก็ไม่พยายามจะจับพระเอกเอาไว้เอง ออกแนวแบบว่า ใครก็ได้ที่ไม่ใช่นางเอก เพราะไม่อยากให้พระเอกเสียใจ.....

 

 

 

อืมมม หลังจากดูเรื่องนี้จบ... อดรู้สึกไม่ได้ว่า Exstary Records มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้

เพลงประกอบก็แน่นอนว่า สามในสี่ แต่งโดยสมาชิก Luna Sea

Keigo เองก็มีบุคลิกที่แอบบุคลิคคล้ายโยในปัจจุบันมากๆๆๆๆๆๆๆ ผมทรงเดียวกัน เดินก้มๆหน้า ใส่แว่นดำ มีสาวๆมากมาย (ของโยอาจต้องรวมหนุ่มๆเข้าไปด้วย) เป็นโปรดิวเซอร์ ขับรถสปอร์ต และ...รวย.... ถึงขั้นที่ไปทำงานที่ LA เหมือนกันอีก... พอเป็นแบบนี้เลยอินมากกว่าเดิม แถมชื่อตอนสุดท้ายก็ I for you อีกต่างหาก... ไม่นับฉากวิ่งตาม ทั้งตากฝน ไม่ตากฝน... นึกถึงอารมณ์หนังและเพลงของ Ryuichi จริงๆ

 

Yoshiki

 yoshiki

 

Takeshi

takeshi

 

 

เสียดายที่หารูปที่เหมือนกว่านี้ไม่ได้... แต่นี้ก็คล้ายอ่ะนะ

 

ข้อดีของเรื่องนี้

1. พระเอกหล่อมากกกกกกก หล่อเกิน ดูแล้วอินจัดถึงขั้นเสียน้ำตาไปเป็นลิตรเลยทีเดียว.... พอไม่ได้ร้องไห้ ก็แอบอมยิ้ม.... แบบว่าพระเอกน่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆๆ

2. เพลงเพราะ แน่นอนว่า I for you, Kirara, In the Sky

ข้อเสีย

1. เพลงประกอบนอกจาก I for you เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ริวร้อง.... ประมาณว่าเสียงริวก็ป้าพอแล้ว... ต้องมาฟัง In the Sky กับ Kirara ที่ป้ายิ่งกว่า......

2. ช่วงต้นๆเรื่องรู้สึกว่าจำนวนเงินที่นางอกหามันน้อยเกินกว่าจะไปทำอะไรแบบนั้น... แต่ก็เหอะนะ แล้วตอนจบก็แอบแปลกๆนิดหน่อย...

 

สิ่งที่ประทับใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

เป็นเรื่องที่ให้มุมมองความรักแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเรื่องอื่น

 ทำไมความรักของฝ่ายหนึ่งต้องทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด แต่ถึงยังไงก็ยังหยุดรักไม่ได้ แม้จะรู้ว่าทำให้อีกฝ่ายลำบาก

การที่นางเอกไม่ได้ยึดติดกับการอยู่กับพระเอกอย่างเดียว แต่มองหาจุดมุ่งหมายและความฝันในชีวิตไปด้วย ชอบแบบนี้มากกว่านางเอกที่เวลาป่วยแล้วพึ่งตัวเองไม่ได้

พระเอกที่เลิกมองว่านางเอกต้องการพระเอกหรือไม่ แต่มองว่าตัวเองต้องการนางเอก เป็นมุมมองความรักที่จะว่าเห็นแก่ตัวกว่านิยายแนวนี้เรื่องอื่นๆ แต่ก็รู้สึกว่า realistic มากกว่าเรื่องอื่นๆ ไม่ใช่ความรักแบบที่จะทำเพื่อความรักอย่างเดียว

นอกจากนี้ก็คงเป็นพระเอกที่ลังเลไม่อยากอยู่กับนางเอก แม้ว่าจะรักก็ตาม เพราะกลัวว่าจะต้องเสียใจตอนนางเอกตาย ซึ่งถึงตอนหลังจะเปลี่ยนใจ แต่ก็ไม่เหมือนกับเรื่องที่นางเอกป่วยเรื่องอื่น พระเอกไม่เคยคิดถึงมุมนี้เลย

 

ชื่อตอนแต่ละตอนก็แบบว่านะ ... ตอนแรก The love that I staked my live on begins now....

อืมมมมม ถ้ามีความรักแบบนั้นแล้วตาย ก็แอบคิดว่าน่าสนใจนะ

 

มีฉากที่ชอบหลายตอนมาก ทั้งตอนที่พบกันแล้วนางเอกวิ่งตามรถพระเอก (ถึงจะเว่อร์ไปหน่อย) แล้วพอรถติดไฟแดงก็วิ่งขึ้นไปบนสะพานลอยแล้วชูป้ายว่า I love Keigo

ตอนที่ Masaki กำลังจะกระโดดจากสะพาน แล้ว Keigo ก็ปีนขึ้นไปบนขอบสะพานแล้วบอกว่าอยากจะกระโดดกี่ครั้งก็ได้ แต่ว่าฉันจะกระโดดตามไปด้วย

แล้วก็ตอนที่ Masaki บังคับให้ Keigo กลับไปเคลียร์งานที่ LA แล้วสองคนถ่ายวีดีโอคุยกัน คือวีดีโอที่ Keigo ถ่าย น่ารักมากๆๆๆๆๆ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่า Keigo เป็นคนที่ดูเย็นชามากในตอนต้นเรื่อง

 

 

 

เป็นเรื่องที่ดูแล้วโคตรติดเลย แบบว่าถึงขั้นว่าเข้านอนแล้ว นอนไม่หลับต้องตื่นมาดูใหม่ และเรายอมขึ้นมาดูตอนจบตอน 7 โมงเช้า... ใช้กระดาษทิชชู่ไปหนึ่งม้วนในการซับน้ำมูกและน้ำตา... ตาบวมจนลืมแทบไม่ขึ้นเลยทีเดียว

 

 

ตอนก่อนดูรู้สึกขอบใจเณี้ยบมากที่เอามาให้ดู แต่พอดูจบ... อืมมม.... เอามาทำให้เราติด

 

แต่นะ... จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคำถามคาใจมาจากคำพูดของนางเอกที่ว่า "ถ้ามีสิ่งที่ต้องการมากจริงๆ เราก็ควรจะทำวิธีไหนก็ตามเพื่อให้ได้มันมา" แบบนี้ มันถูกจริงๆหรือเปล่า?

และคำพูดของพระเอกที่ว่า "ถ้าใครสักคนรักและเข้าใจเราจริง ถึงเราจะทำร้ายเข้าไปขนาดไหน เค้าก็ควรจะเข้าใจ" แต่ว่าถ้าเรารู้ว่าเราทำให้คนที่เรารักเจ็บปวด เราควรทำแบบนั้นเหรอ?

 

 

October 03

Tell me not, in mournful numbers, Life is but an empty dream!

Can you still see your dreams in the distant, starry sky?

Are they more vivid than they were when you were little?
 
 
I believe for most people, it is more difficult to see what your dreams are when you become older and older... it is not that your dreams dissappear... I think because when you grow up, your thoughts turn to be more and more complex. Moreover, I think when we grow up, we spend so many time in the reality other than being imaginative.
 
This is a phrase translated from the song called 'Scarlet' and when I ask myself these two questions... I seem to be unable to answer.
 
3 years ago, my best friend and me usually talked about the plot for the novels everyday... we seemed to always be thinking of what we wanted to write... However, things have changed... I do not have a clue when we started to talk about it less and less... It gradually changed and before I noticed... we are no longer think about what we want to write anymore... as we now obsess with other things.
 
5 years ago, it was so clear to me what I wanted to be, but now I know not what I really want to be... I know that it is partly because I am more realistic, however, I still feel like I am polluted with the reality... So where is my true self? What is my true wish?
 
...I don't know...
 
 
In Alice in the wonder land
Alice chased after the marching hare
However,
How could she know that the hare she was after was really the hare she wanted?
 
 
 
NO ONE KNOWS
 
 
Reality is like a labyrinth
It is so complex that you may end up lost your way
 
Dream is like a drug
It is addictive especially for those who tends to be escapist
 
Reality and Dream together are a mirror
How can we identify which side is real?
 
 
Life's like a dream... sometimes I wonder when I'll be, be waking up.